คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์
การผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรด้วยจุลินทรีย์ จากกอไผ่
Production of Bio-Fertilizer from Agricultural Waste Residue Using Bamboo Clump Mic
ผู้ทำวิจัย : วิไลลักษณ์ โคมพันธุ์
ประเภทงานวิจัย : งานวิจัยประยุกต์
สาขาวิชาการที่ทำวิจัย : สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา
ปีที่ทำงานวิจัย : 2
           เป็นที่ทราบกันดีว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ(ร้อยละ 62.01) ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยมีพื้นที่เพาะปลูกพืชในประเทศประมาณ 131.25 ล้านไร่จากพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 321.25 ล้านไร่ และตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเกษตรกรก็ยังคงใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืช และสารเคมีอื่นๆ ในปริมาณที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย (มณฑล เจียมเจริญ, 2551) นอกจากนี้การใช้สารเคมีก็ยังก่อให้เกิดมลภาวะที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขอนามัยของเกษตรกรเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี ที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2551) ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเองก็ยังไม่สามารถผลิตแม่ปุ๋ยเคมีได้อย่างเพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร ดังนั้นจึงต้องมีการนำเข้าแม่ปุ๋ยจากต่างประเทศซึ่งก็ทำให้สูญเสียเงินตราออกนอกประเทศปีละหลายสิบล้านบาท ประกอบกับเกษตรกรเองก็หาซื้อแม่ปุ๋ยได้ยากและมีราคาแพง นอกจากนี้กระบวนการผลิตปุ๋ยเคมีนั้นใช้กระบวนการทางเคมีซึ่งเป็นกระบวนการที่เป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก แต่ในทางตรงกันข้าม หากเราหันมาใช้ปุ๋ยที่ได้จากกระบวนการทางชีวภาพ นั่นคือ ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยอินทรีย์ และประเทศไทยเองก็เป็นประเทศเกษตรกรรมย่อมทำให้มีวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรในปริมาณมาก โดยส่วนใหญ่เป็นฟางข้าว เศษต้นข้าวโพด ซึ่งมีปริมาณ 38 และ 26 ล้านตันต่อปี ตามลำดับ จากปริมาณของวัสดุเหลือใช้ดังกล่าวมีปริมาณสูงมากในแต่ละปี และอาจก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนพื้นที่ในการกำจัดและอาจก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรและวัชพืช เช่น ฟางข้าว และซังข้าวโพด เป็นต้น มาทำปุ๋ยหมักจึงเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยเปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรดังกล่าว ให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ใช้ปรับปรุงโครงสร้างของดินที่เสื่อมโทรมให้เหมาะสมต่อการเพาะปลูก ซึ่งเป็นการนำของเสียมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อสารปุ๋ยเคมี และลดการตกค้างของสารเคมีในสิ่งแวดล้อม ปุ๋ยหมักได้จากกระบวนการทางชีวภาพที่ย่อยสลายอินทรียวัตถุด้วยเชื้อจุลินทรีย์หลายชนิดที่ ทำหน้าที่ร่วมกันภายใต้สภาวะที่เหมาะสม จนได้ผลิตภัณฑ์สุดท้ายเป็นสารอินทรีย์คงตัวที่เป็นประโยชน์ต่อดินและการปลูกพืช แต่จุลินทรีย์ที่ใช้ในการผลิตปุ๋ยหมักในปัจจุบันมักจะอยู่ในรูปแบบของเชิงการค้า เช่น สารเร่งพด-1 จุลินทรีย์ EM เป็นต้น ซึ่งจุลินทรีย์ที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นจุลินทรีย์ที่ได้จากการศึกษาวิจัย และทำให้เป็นเชื้อที่บริสุทธิ์เรียบร้อยแล้ว ซึ่งอาจจะไม่เหมาะสมต่อการนำไปใช้ในประโยชน์ในบางท้องที่ เนื่องด้วยปัจจัยและสภาวะแวดล้อมต่างๆ ที่อาจจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของ จุลินทรีย์ลดน้อยลง จากการลงพื้นที่สำรวจในจังหวัดนครสวรรค์และจังหวัดใกล้เคียงพบว่า ชาวบ้านได้มีการนำเชื้อจุลินทรีย์จากกอไผ่มาทำการผลิตปุ๋ยหมัก ซึ่งจุลินทรีย์พวกนี้จัดเป็นจุลินทรีย์พื้นบ้านหรือจุลินทรีย์ในพื้นที่ (Indigenous Micro Organism) สามารถพบได้ทั่วไปโดยเฉพาะบริเวณโคนกอไผ่ที่มีการทับถมกันของใบและรากไผ่ที่เน่าเปื่อยผุพังและมีประสิทธิภาพในการย่อยสลายอินทรียวัตถุทั้งสด และแห้งที่ผิวดิน จึงมีบทบาทสูงมากในการเพิ่มธาตุอาหารให้แก่พืช โดยไม่ต้องใช้สารเคมีหรือปุ๋ยเคมีสังเคราะห์ ซึ่งเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเสื่อมสภาพของดิน ช่วยสร้างความสะอาดและความแข็งแรงให้แก่รากพืช ทำให้พืชต้านทานโรค ดูดธาตุอาหารขึ้นไปเลี้ยงลำต้นได้ดีส่งผลให้ปริมาณและคุณภาพของผลผลิตดีขึ้น ทั้งยังเป็นการรักษาสมดุลของระบบนิเวศเกษตร และเป็นหนทางสู่การทำการเกษตรไร้สารพิษได้อย่างยั่งยืน (มยุรี และ สุภาภรณ์, 2551; อาภรณ์, 2546) ดังนั้นโครงการวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ที่จะนำจุลินทรีย์ที่มีในท้องถิ่น มาใช้ประโยชน์ โดยคัดแยกจุลินทรีย์จากกอไผ่แล้วนำไปย่อยสลายวัสดุที่เหลือใช้ทางการเกษตรให้ได้ผลผลิตคือปุ๋ยหมักชีวภาพ เพื่อให้เกษตรกรได้ทดลองใช้ และส่งเสริมให้เกษตรกรรู้จักการนำจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาใช้ประโยชน์แทนการซื้อหัวเชื้อจุลินทรีย์จากแหล่งอื่น ตลอดจนใช้วัสดุที่เหลือทิ้งที่มีอยู่มาก่อให้เกิดประโยชน์และเพิ่มมูลค่า รวมถึงเป็นการลดการใช้ปุ๋ยเคมี ส่งผลช่วยลดต้นทุนในการทำการเกษตร และมีรายได้ให้ครอบครัวเพิ่มมากขึ้น